วัฒนธรรมการกินของทางภาคเหนือมีดังนี้

สำหรับชาวเหนือหรือชาวล้านนาที่เรารู้จักนั้นมีวัฒนธรรมคล้ายกับคนอีสานคือพวกเขานั้นจะกินข้าวเหนียวและนิยมกินปลาร้าโดยทางภาคเหนือนั้นจะเรียกเข้าเหนียวว่าแถวหนึ่งส่วนกรรมวิธีการปรุงอาหารของทางภาคเหนือจะแตกต่างกับเราไม่มากนักหรือ การปรุงอาหารนิยมเป็นการต้ม ปิ้ง แกง หมก ทางภาคเหนือนั้นส่วนใหญ่แล้วไม่นิยมทำอาหารประเภทใช้น้ำมันโดยทั่วไปแล้วอาหารขึ้นชื่อของเค้านั่นก็คือน้ำพริกหนุ่มน้ำพริกอ่องน้ำพริกปูไซ่อัวแกงโฮะ เป็นต้น

เราจะเห็นได้ว่าทางภาคเหนือนั้นส่วนใหญ่นิยมกินหมากและกินเนี่ยนโดยส่วนใหญ่การนำใบเมี่ยง ที่เป็นใบอ่อนอ่อนนำมาหมักให้มีรสชาติอมเปรี้ยวอมฝาดในขณะที่หมักได้ระยะเวลาของมันเราก็จะนำใบเมี่ยงเป็นการนำมาผสมเกลือเม็ดหรือน้ำตาลก็ตามอันนี้ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละบุคคลเนื่องจากอืมเมี่ยงแล้วจะเป็นการนิยมที่มากที่สุดของคนทางภาคเหนือ ก็ยังมีการสูบบุหรี่ที่เป็นการม้วนด้วยใบตองด้วยกันหมดเหล่านี้จะมวล 1 นิ้วของเรานั่นเอง

เราจะเห็นได้ว่าความเชื่อของทางศาสนาของชาวล้านนามีดังนี้

จะว่าไปแล้วพวกทางภาคเหนือมักจะมีความผูกพันนี้หรือมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องภูตผีหรือสิ่งลี้ลับต่างๆนาๆเพราะพวกเขาเชื่อว่าในชีวิตประจำวันจะมีสิ่งเรานี้ปะปนอยู่นั่นเอง

ดังนั้นการที่เราจะเดินทางไปที่จังหวัดต่างๆของทางภาคเหนือโดยมีการนอนค้างอ้างแรมจะต้องกระทำการไหว้เจ้าที่เจ้าทางเพื่อเป็นการขออนุญาตเจ้าที่ให้ได้นอนหลับพักผ่อนนั่นเอง

อย่างไรก็ตามเราจะห้ามไม่ได้หรือว่าไม่ให้ชาวล้านนาไม่เคารพนับถือเกี่ยวกับพวกผีปีศาจเพราะพวกเขานั้นถือได้ว่าเป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งที่สำคัญต่อพวกเขาเป็นอย่างมากบางรายหรือบางสถานที่ก็เป็นการเลี้ยงผีเพื่อเป็นการบ่งบอกให้ชีวิตของตนนั้นหลับลื่นเจอแต่สิ่งที่ดีดีนั่นเอง

ประเพณีต่างๆของทางภาคเหนือมักมีหลายประเพณีด้วยกันยกตัวอย่างเช่นการแห่นางแมวซึ่งประเพณีนี้จะขึ้นอยู่ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคมนั่นเองโดยประเพณีแห่นางแมวนี้มักจะขอกันในช่วงการปลูกข้าวซึ่งหากปีใดที่ประสบกับความแห้งแล้งมักจะเกิด ทำให้ข้าวปลาเสียหาย

ดังนั้นความเชื่อนี้จึงทำให้เกิดขึ้นมาโดยชาวบ้านอย่าพึ่งกับความเชื่อต่างๆของพวกเขาโดยการทำพิธีขอฝนด้วยการแห่นางแมวทำให้ความเชื่อเหล่านี้สืบทอดยาวนานมาจนทุกวันนี้

ต้องยอมรับคะว่าการแห่นางแมวนั้นเป็นการเชื่อของพวกเขาจริงๆเพราะท่านใดที่พวกเขาได้เห็นนางแมวเพื่อเป็นการขอฝนฝนก็จะตกลงมาอย่างที่พวกเขาไม่เชื่อเช่นกันจึงทำให้ประเพณีนี้อยู่ยาวนานมาจนถึงทุกวันนี้นั่นเอง