A mode พื้นฐานการถ่ายภาพที่ควรรู้

โหมดนี้สำหรับผมแล้วเป็นโหมดที่เหมาะสุดๆกับเหล่ามือใหม่จนกระทั้งไปถึงคนใช้งานทั่วไป ที่คิดจะเก็บภาพสวยๆจากการไปเที่ยวหรือภาพครอบครัว จนไปถึงถ่ายภาพแฟนให้แฟนไม่ด่าได้เลยล่ะ เพราะโหมดนี้อำนวยความสะดวกเพียงเรื่องของสปีดชัตเตอร์เท่านั้น ทำให้หมดความกังวนในการไปปรับค่าตัวความเร็วชัตเตอร์ แต่ได้ภาพที่เรียกได้ว่าแถบไม่ต่างกับการถ่ายโดยปรับค่าทุกอย่างเอง ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ A mode พื้นฐานการถ่ายภาพ

โหมดนี้นั้นจริงๆแล้วชื่อเต็มคือ Aperture Priority Mode

ซึ่งเป็นโหมดที่ให้ช่างภาพได้ปรับค่ารูรับแสงเองได้ นั้นจึงสามารถทำให้เราสร้างสรรค์งานได้ตามต้องการว่าอยากจะถ่ายวิว หรืออยากจะถ่ายคน ก็ปรับที่รูรับแสงเองได้เลย จริงๆแล้วโหมดนี้อาจจะยากสำหรับมือใหม่แต่ก็ไม่ยากเกินไปที่จะฝึก

เป็นโหมดที่เรียกได้ว่าช่วยให้เหล่ามือใหม่ได้ฝึกให้ตัวเองเป็นช่างภาพทีกล้าปรับค่าได้มากขึ้นนั้นเอง โหมดนี้ที่เหมาะกับการใช้งานทั่วไปเพราะส่วนมากแล้วอารมณ์ความรู้สึกของภาพนั้นจะขึ้นอยู่กับรูรับแสงเป็นหลัง มากกว่าความเร็วชัตเตอร์ รูรับแสงกำหนดการเป็นหน้าชัดหลังเบลอ ถ่ายแฟนถ่ายเพื่อนก็จะถูกใจเพราะตัวแบบจะโดดเด่น

แล้วถ้าถ่ายวิวให้ชัดทั้งภาพก็ปรับค่ารูรับแสงไปที่มากๆแค่นั้นเอง ส่วนในเรื่องของค่า iso ก็ปรับ Auto ไปเลยจะได้ไม่ต้องคิดมาก และเมื่อไหร่ที่ต้องการแสงที่โอเวอร์หรืออันเดอร์ ก็ใช้วิธีปรับค่า EV แทน แล้วก็ค่าความเร็วชัตเตอร์ก็จะวิ่งไปค่าที่สัมพันกับค่ารูรับแสงเพื่อให้ได้แสงที่พอดี เพราะว่าโหมดนี้จะเหมาะกับการถ่ายภาพนิ่งมากๆ

แล้วคนเราส่วนใหญ่ซื้อกล้องมาก็เพื่อนำมาใช้ถ่ายภาพนิ่ง นั้นจึงเป็นโหมดที่ดีๆมากๆแม้แต่ช่างภาพมืออาชีพหลายๆคนที่เน้นถ่ายภาพนิ่งก็ใช้โหมดนี้กันบ่อยเพื่อเป็นการลดภาระลงหน่อยผมเป็นนักเล่นกล้องคนนึงที่ชอบโหมดนี้เอามากๆเรียกได้ว่าใช้เป็นหลักเลยล่ะแม้แต่ในวงการกล้องฟิล์มก็ได้มีโหมด A และโหมด S กันหลายรุ่นตัวผมเองยังเลือกเล่นเฉพาะกล้องที่มีโหมด A ตลอด

Christopher Nolan หนึ่งในสุดยอดผู้กำกับของฮอลลีวูด

ต้องบอกว่าผู้กำกับคนนี้เป็นผู้กำกับสายเก๋าหัวโบราณที่ยึดหลักแนวทางของตัวเองจนกลายเป็นจุดแข็งของเขาเลยทีเดียว บุคคลิกของเขานั้นเป็นคนที่ดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ไม่ปล่อยให้ตัวเองเป็นผู้กำกับที่ดูทรุดโทรมเลย

เขานั้นเนี๊ยบตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วก็มีการทำงานที่วางแผนอย่างเนี๊ยบเช่นการแตงตัวของเขา ชื่อนี้คงทำให้คุณคุ้นๆเพราะว่าเขาได้สร้างผลงานที่เป็นสุดยอดตำนานของหนังไปแล้วอย่างเรือง The Dark Knight ที่เรียกได้ว่าแหกกฏหนังซุปเปอร์ฮีโร่โลกสวยไปอย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว

ผู้กับกับชาวอังกฤษคนนี้ยึดหมั่นในแนวทางตัวเองมากๆ

โดยการที่เขานั้นเลือกที่จะถ่ายภาพยนต์ของเขาด้วยฟิล์มทั้งเรื่อง ทำให้เป็นได้ภาพที่สุดจะคลาสสิคไม่เหมือนใคร นั้นแหละเลยกลายเป็นกระแสในหนังหลายๆเรื่องกลับมาใช้ฟิล์มถ่ายการบ้าง แล้วการทำหนังของเขา เขามักจะหลีกเลี่ยงการใช้เอฟเฟคจากคอมพิวเตอร์อีกด้วย

เขานั้นเป็นสายที่ต้องทำให้เหตุการณ์เอฟเฟคต่างๆเป็นของจริง เพื่อให้ได้ภาพที่สมจริงที่สุด นั้นทำให้หนังเรื่อง The Dark Knight ของเขากลายเป็นตำนานที่ดูแล้วรู้สึกถึงภาพที่จริงๆเอามากๆ โดยที่เป็นหนังซุปเปอร์ฮีโร่ด้วยซ้ำไป อีกอย่างที่ทำให้เขาเป็นผู้กำกับที่โดดเด่นคือ

เขานั้นทำหนังมาแกล้งคนดูเลยล่ะ แต่ละเรื่องเขาทำมาแบบต้องใช้สมองในการดูสูงทีเดียว แล้วก็ชอบตั้งแง่มุมต่างๆทำให้คนดูคิดไปต่างๆนาๆ ตลอดทั้งเรื่องเลยก็ว่าได้

สุดท้ายตอนจบก็ชอบสร้างโลกที่เรียกได้ว่าส่อสังคมอย่างแรง เอาซะคนดูต้องกลับมาคิดกันยกใหญ่ถึงความหมายต่างๆในหนัง ก็เป็นเรื่องสนุกของชาววิเคราะห์กันล่ะ เรียกอีกอย่างได้ว่า เป็นหนังที่จบแต่อารมณ์ไม่จบ ต่อเป็นกระแสชุดใหญ่อย่างยาวนาน

ถ้ามีหนังของเขาโผล่มาอีกก็เตรียมตัวเตรียมใจเตรียมสมองให้โล่งๆไปดูกันละกัน เพราะเรื่องของเขานั้นเป็นหนังจิตวิทยาโดยแท้เลยล่ะ แล้วดูเสร็จก็ออกมาหาข้อมูลกันต่อได้เลย